บริการของเรา

เขียนโดย วริศรา พิสุทธิ์เสรีวงศ์ , พจนินท์ โตวงศ์ศรีเจริญ
การฉ้อโกง
การฉ้อโกงนั้นผู้กระทำจะต้องมีเจตนาทุจริตและมีพฤติกรรมหลอกหลวง โดยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดความจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อและต้องมีเจตนาในการหลอกลวงมาตั้งแต่ต้น หากเพิ่งมีเจตนาหลอกลวงในภายหลังไม่ถือว่าเป็นการฉ้อโกงเพราะขาดองค์ประกอบในการฉ้อโกง
การฉ้อโกงนั้นเป็นอาชญากรรมที่มุ่งผลต่อทรัพย์สิน ซึ่งการหลอกลวงนั้นทำให้ผู้กระทำความผิดได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ที่ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม ทำให้ผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สามทำถอนหรือทำลายเอกสารสิทธิ
ข้อปฏิบัติเมื่อมีการฉ้อโกง
เมื่อมีการฉ้อโกงเกิดขึ้น ผู้เสียหายจะต้องดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดีอาญาภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่ได้ทราบเรื่อง ไม่เช่นนั้นจะหมดอายุความเนื่องจากเป็นความผิดต่อส่วนตัว หมายความว่าเป็นความผิดที่ผู้เสียหายสามารถยอมความได้ โดยอาจใช้การไกล่เกลี่ยและให้ผู้กระทำชดใช้ค่าเสียหายหรือคืนทรัพย์สิน เว้นแต่การกระทำนั้นจะเป็นความผิดอันยอมความไม่ได้ เช่นความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน เพราะเป็นความผิดต่อแผ่นดิน
อย่างไรถึงถือว่าครบองค์ประกอบความผิดฉ้อโกง
องค์ประกอบความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 มีดังต่อไปนี้
- ผู้ใดหลอกหลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง
- โดยการหลอกลวงนั้น
(1) ได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม
(2) ทำให้ผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สามทำถอน หรือทำลายเอกสารสิทธิ
- โดยทุจริต (เจตนาพิเศษ)
- ผลคือผู้นั้นกระทำความผิดฐานฉ้อโกง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
การฉ้อโกงนั้นยังมีในลักษณะอื่นๆ เช่น แสดงตนเป็นคนอื่น, อาศัยความเบาปัญญาของผู้ถูกหลอก, ฉ้อโกงแรงงาน, หลอกให้ผู้อื่นเสียทรัพย์ หรือหลอกเอาประกันภัย ซึ่งจะมีโทษต่างกันไปตามประมวลกฎหมายอาญา
